วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

เคาะดีญะฮฺ บินติ คุวัยลิด

เคาะดีญะฮฺ บินติ คุวัยลิด : ภรรยาคนแรกของท่านนบีมุฮัมมัด นางเคาะดีญะฮฺเกิดในปี ค.ศ.556 ในเผ่ากุเรชเป็นเผ่าใหญ่ที่มีชื่อเสียงในแผ่นดินอาหรับ บิดาของนางชื่อคุวัยลิด บินอะซัด บินอับดุลอุซซา ซึ่งเป็นคนมั่งคั่งในมักก๊ะฮฺ นางเคาะดีญะฮฺแต่งงานครั้งแรกกับอบูฮาลา หลังจากอบูฮาลาเสียชีวิต นางก็ได้แต่งงานใหม่กับอะดีก บินอาบิด แต่ก็อยู่กันได้ไม่นาน สามีคนที่สองของนางก็เสียชีวิตลงอีก
ในขณะนั้น มุฮัมมัดอายุได้ 25 ปี ผู้คนในมักก๊ะฮฺให้ฉายาท่านว่า "อัล-อะมีน" ซึ่งแปลว่า ซื่อสัตย์และไว้วางใจได้ เพราะท่านมีคุณสมบัติเช่นนั้นจริง ๆ นางเคาะดีญะฮฺสนใจในตัวท่านมากและอยากจะให้ท่านมาช่วยกิจการค้าที่นางทำอยู่ นางได้ส่งคนไปทาบทามมุฮัมมัดโดยเสนอค่าจ้างคุมกองคาราวานไปค้าขายที่ชาม (ซีเรีย) ให้เป็นจำนวนสองเท่าของค่าจ้างที่จ้างกันในเวลานั้น และมุฮัมมัดก็มิได้ทำให้นางผิดหวัง เพราะท่านสามารถทำกำไรในการค้าใ้ห้กับนางได้อย่างมากมาย นางเคาะดีญะฮฺจึงรู้สึกยินดีและพอใจในตัวมุฮัมมัดเป็นอย่างมากจนถึงส่งคนไปทาบทามขอแต่งงานกับท่าน หลังจากมุฮัมมัดได้นำเรื่องไปปรึกษากับอบูฎอลิบลุงของท่านและได้รับความเห็นชอบแล้ว มุฮัมมัดกับนางเคาะดีญะฮฺก็ได้แต่งงานกันโดยขณะนั้นนางเคาะดีญะฮฺมีอายุได้ 40 ปี
ในตอนที่มุฮัมมัดได้รับกุรอานครั้งแรกจากอัลลอฮฺในถ้ำฮิรอนั้น ท่านตกใจเป็นอย่างมากท่านกลับมาหานางด้วยอาการหนาวสั่น นางเคาะดีญะฮฺจึงได้เอาผ้าห่มมาห่มให้และเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดกับสามีของนางนั้นมิใช่ปรากฎการณ์ธรรมดา ดังนั้น นางจึงพามุฮัมมัดไปหาวะรอเก๊าะฮฺ บินเนาฟัล ญาติของนางซึ่งผู้รู้ในคัมภีร์โบราณและได้ทราบว่าประสบการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่ามุฮัมมัดคือนบีดัีงที่คัมภีร์โบราณได้กล่าวไว้ นางจึงเกิดความเชื่อมั่นในความเป็นนบีของมุฮัมมัดสามีของนางทันที่ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่านางเคาะดีญะฮฺเป็นผู้หญิงคนแรกที่เข้ารับอิสลามในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด
ในระหว่างที่ท่านนบีมุฮัมมัดปฏิบัติภารกิจในการเผยแผ่อิสลามนั้น นางคอดีญะฮฺได้ให้ความช่วยเหลือท่านนบีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพย์สินและกำลังใจ ในปีที่ 7 ของการเผยแผ่อิสลาม พวกหัวหน้าชาวมักก๊ะฮฺได้รวมหัวกันคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและสังคมต่อตระกูลของท่านนบีและบรรดาสาวกของท่านอย่างหนักจนสมาชิกในตระกูลของท่านทั้งหมดต้องไปใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบากนอกเขตเมืองมักก๊ะฮฺเป็นเวลาถึง 3 ปี และในช่วงเวลานี้เองที่นางคอดีญะฮฺได้เสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 65 ปี ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่านางเป็นหนึ่งในบรรดาหญิงที่จะได้อยู่ในสวรรค์
นางคอดีญะฮฺมีบุตรกับท่านนบีมุฮัมมัด 6 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 4 คน ดังนี้คือ 1) กอซิม 2) ซัยนับ 3) อัลดุลลอฮฺ 4) รุก็อยยะฮฺ 5) อุมมุกัลซูม 6) ฟาตีมะฮฺ บุตรชาย 2 คน คือ กอซิม และ อับดุลลอฮฺ เสียชีวิต ตั้งยังเป็นทารก

วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คุฏบ๊ะฮฺ อัล-วะดาอฺ

คุฏบ๊ะฮฺ อัล-วะดาอฺ : ปัจฉิมโอวาทหรือโอวาทอำลาของท่านนบีมุฮัมมัด ซึ่งกล่าวที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺระหว่างพิธีการทำฮัจญ์ของท่าน ข้อความตอนหนึ่งของคำโอวาทดังกล่าวมีดั้งนี้ :-
" การสรรเสริิญทั้งมวลเป็นของอัลลอฮฺ เราขอสรรเสริญพระองค์และขอความช่วยเหลือต่อพระองค์และการอภัยโทษต่อพระองค์และเราจะกลับไปยังพระองค์ เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากความชั่วต่าง ๆ ของตัวเราเองและจากความชั่วต่าง ๆ ของการกระทำของเรา ไม่มีผู้ใดจะนำคนที่อัลลอฮฺนำทางเขาให้หลงผิดได้ และผู้ใดที่พระองค์ทรงทำให้เขาหลงทางก็ไม่มีใครนำทางเขาได้ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ ร่วมกับพระองค์ ฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นบ่าวทั้งหลายของอัลลอฮฺ ฉันขอเตือนพวกท่านให้เกรงกลัวอัลลอฮฺ และฉันขอให้พวกท่านเชื่อฟังพระองค์ฉันขอเริ่มต้นคำพูดของฉันด้วยสิ่งที่ดี
พวกท่านทั้งหลาย จงฟังคำพูดของฉันให้ดี ฉันจะพูดกับพวกท่านเพราะฉันไม่รู้ว่าหลังจากปีนี้แล้วฉันจะได้มาอยู่ท่ามกลางพวกท่านอีกหรือไม่ พวกท่านทั้งหลาย แท้จริงฉัีนเลือดของพวกท่าน ทรัพย์สินของพวกท่านและเกียรติยศของพวกท่านเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจจะล่วงละเมิดได้ จนกระทั่งพวกท่านไปปรากฎตัวต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่านเช่นเดียวกับวันนี้และเดือนนี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกทานทุกคน แท้จริงแล้ว พวกท่านจะได้พบกับพระผู้อภิบาลของพวกท่านและพวกท่านจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกท่านได้ทำไว้
ข้าพระองค์ได้นำสาสน์มาแล้วมิใช่หรือ ? โอ้อัลลอฮฺ โปรดทรางเป็นพยานให้ฉันด้วยเถิด
ใครที่ได้รับมอบสิ่งใด ๆ ไว้จนนำสิ่งนั้นไปคืนเจ้าของมัน จงระวังให้ดี คนที่ไม่ได้ทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดที่พ่อของเขาได้ทำไว้และพ่อก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดต่อความผิดทีี่ลูกของเขาได้ทำไว้
พวกท่านทั้งหลาย จงฟังถอยคำของฉันและจงเข้าใจมันให้ดี พวกท่านต้องรู้ว่ามุสลิมเป็นพี่น้องของมุสลิมด้วยกัน ไม่มีสิ่งใดของพี่น้องของเขาเป็นที่อนุมัติให้ด้วยความเต็มใจ ดังนั้นจงอย่ากดขี่ข่มเหงกันและกัน โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ได้นำสาสน์มาแล้วมิใช่หรือ ?
จงจำไว้ให้ดี การปฏิบัติทุกอย่างของยุคแห่งความโง่เขลาได้ถูกฉันทำลายแล้ว การแก้แค้นกันด้วยเลือดในยุคแห่งความโง่เขลา ได้ถูกยกเลิกแล้ว การแก้แค้นด้วยเลือดที่ฉันยกเลิกก็คือกรณีของ อิบนุ เราะบีอ๊ะฮฺ อิบนุ ฮาริษ ผู้ได้รับการเลี้ยงดูในเผ่าซะด์และผู้ที่ถูกอุซัยล์ฆ่า
ดอกเบี้ยเป็นที่ต้องห้าม แต่พวกท่านมีสิทธิ์ แต่พวกท่านมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินต้นของพวกท่านคืน จงอย่าอธรรมและพวกท่านจะำไม่ถูกอธรรม อัลลอฮฺได้ประกาศว่า จะต้องไม่มีดอกเบี้ยและฉันจะเริ่มต้นโดยการ ยกเลิกจำนวนดอกเบี้ยที่อับบาส บิน อับดุลมุฏฏอลิบจะต้องได้รับ แท้จริง มันได้ถูกยกเลิกโดยสิ้นเชิงแล้ว
พวกท่านทั้งหลาย จงเกรงกลัวอัลลอฮฺในเรื่องผู้หญิงของพวกท่าน แท้จริง พวกท่านได้นำพวกนางมา โดยหลักประกันของอัลลอฮฺและได้ทำให้ตัวของพวกนางเป็นที่อนุมัติแก่พวกท่านด้วยพระวจนะของอัลลอฮฺ แท้จริง พวกท่านมีสิทธิบางอย่างเหนือผู้หญิงของพวกท่านและผู้หญิงของพวกท่านก็มีสิทธิบางอย่างเหนือพวกท่านเช่นกัน เป็นหน้าที่ของพวกนางที่จะต้องให้เกียรติสิทธิ์ในชีวิตแต่งงานของพวกนางและจะต้องไม่ประพฤติสิ่งที่ไม่เหมาะสมและจะต้องซื้อสัตย์ต่อพวกท่าน จงให้เสื้อผ้าและอาหารแก่พวกนางอย่างเหมาะสม
จงจำไว้ว่าจะต้องกำชับสั่งสอนนาง แต่ด้วยความอ่อนโยน
พวกท่านทั้งหลาย จงฟังและจงเชื่อฟังถึงแม้ว่าทาสอบิสสิเนียที่รูปร่างหน้าตาไม่ดีเป็นผู้นำพวกท่านถ้าหากเขาปฏิบัติตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺในหมู่พวกท่าน
พวกท่านทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮฺได้กำหนดส่วนแบ่งมรดกของทุกท่านไว้แล้ว เด็กเป็นของพ่อแม่ที่แต่งงาน และผู้ละเมิดการแต่งงานจะต้องถูกลงโทษด้วยการถูกขวางด้วยหิน ใครที่อ้างคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อของตนว่าเป็นบรรพบุรุษหรืออ้างว่าคนอื่นที่ไม่ใช่นายของตนเป็นนายของตนเองจะได้รับการสาปแช่งจากอัลลอฮฺ จากมลาอิก๊ะฮฺและจากผู้คน อัลลอฮฺจะไม่รับการขออภัยโทษและการทำดีของเขา
พวกท่านทั้งหลาย แท้จริง มารร้ายได้สิ้นหวังแล้วในการได้รับการเคารพสักการะในแผ่นดินนี้ของพวกท่าน แต่ถ้าหากมันจะได้รับการเชื่อฟังในสิ่งใดที่ไม่ใช่เรื่องการเคารพสักการะ มันก็จะพอใจในเรื่องที่พวกท่านคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย ดังนั้น จงระวังมันไว้ให้ดีในเรื่องศาสนาของพวกท่าน
ฉันได้ทิ้งคัมภีร์และแบบอย่างของรอซูลของอัลลอฮฺไว้ให้พวกท่านซึ่งหากพวกท่านยึดถือแล้วพวกท่านจะไม่หลงทาง"

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คุฏบ๊ะฮฺ

คุฏบ๊ะฮฺ : การเทศนาธรรมโดยผู้ทรงความรู้
คุฏบ๊ะฮฺที่เป็นส่วนประกอบของการประกอบพิธีกรรมแห่งอิสลาม ได้แก่ :-
1) คุฏบ๊ะฮฺในการนมาซตอนบ่ายวันศุกร์ (หรือที่เรียกว่า "คุฏบ๊ะฮฺญุมุอ๊ะฮฺ") ซึ่งกล่าวก่อนการนมาซ คุฏบ๊ะฮฺในการนมาซวันศุกร์จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงโดยเมื่อการกล่าวคุฏบะฮฺจะนั่งพักสักครู่หนึ่งและจะลุกขึ้นมากล่าวในช่วงที่สองต่อ เสร็จจากนั้นแล้วถึงจะยืนขึ้นนมาซญุมุอ๊ะฮฺ 2 ร๊อกอัต โดยปกติแล้ว การนมาซประจำวันตอนบ่ายจะมี 4 ร๊อกอัต แต่เนื่องจากความสำคัญของคุฏบ๊ะฮฺทั้งสองช่วงมีความสำคัญเหมือนกับการนมาซ 2 ร็อกอัต ดังนั้น เมื่อนั่งฟังคุฏบ๊ะฮฺแล้วก็ให้นมาซตามอิมามอีก 2 ร็อกอัต เหมือนกับการนมาซครบ 4 ร็อกอัตในตอนบ่ายของวันศุกร์ ด้วยเหตุนี้ในการนั่งฟังคุฏบ๊ะฮฺจะทำให้การนมาซวันศุกร์หรือนมาซญุมอ๊ะฮฺในวันนั้นของผู้นั้นไม่มีผล
2) คุฏบ๊ะฮฺหลังการนมาซสุนัตในบางโอกาส เช่น คุฏบ๊ะฮฺวันอีดทั่งสอง คือ อิดิลฟิฏรฺ (วันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดการถือศิลอด) และอิดุลอัฏฮา (วันเฉลิมฉลองเนื่อในโอกาสแห่งการประกอบพิธีฮัจญ์) และหลังการนมาซสุนัตเนื่องในโอกาสมีสุริยุปปราคา คุฏบ๊ะฮฺในโอกาสดังกล่าวนี้จะกล่าวช่วงเดียวจบ
3) คุฏบ๊ะฮฺนิกาฮฺ หรือคำสั่งสอนตักเตือนเนื่องในพิธีแต่งงานซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อแนะนำและคำเตือนใจในการดำเนินชีวิตแก่คู่บ่าวสาว
เงื่อนไขในการกล่าวคุฏบ๊ะฮฺ
1) ผู้กล่าวคุฏบ๊ะฮฺ (เคาะฎีบ) จะต้องชำระล้างร่างกายให้สะอาดตามหลักศาสนาและสวนใส่เสื้อผ้าที่เรียบร้อย สะอาดหมดจด
2) การกล่าวคำคุฏบ๊ะฮฺในการนมาซบ่ายวันศุกร์จะต้องเริ่มต้นด้วยการกล่าวสรรเสริมอัลลอฮฺ การอำนวยพรให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด (หรือที่เรียกกันว่า "เศาะละวาต") และย้ำให้คนเกรงกลัวอัลลอฮฺ หลังจากนั้นจึงหยิบยกถ้อยคำของอัลลอฮฺมาอธิบายหรือขยายความ คำเริ่มต้นทั้่งสามดังกล่าวมานี้จะต้องกล่าวเป็นภาษาอาหรับ ส่วนเนื้อหาสาระของคุฏบ๊ะฮฺจะกล่าวเป็นภาษาอะไรก็ได้ที่คนในท้องถิ่นรู้เรื่องเพราะ วัตถุประสงค์ของคุฏบ๊ะฮฺนั้นต้องการที่จะให้คนฟังมีความรู้ความเข้าใจในศาสนา
3) สำหรับคุฏบ๊ะฮฺวันอีดทั้งสองนั้น ผู้กล่าวคุฏบ๊ะฮฺจะต้องเริ่มต้นด้วยการ "ตักบีรฺ" (การกล่าวประกาศความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺด้วยการกล่าวว่า "อัลลอฮฺ อักบัร") 7 ครั้งเป็นอย่างน้อย หลังจากนั้นจึงนำเสนอเนื้อหาแก่ผู้ฟัง
4) สำหรับการคุฏบ๊ะฮฺนิกาฮฺนั้นมีแบบอย่างของท่านนบีซึ่งเริ่มต้นด้วยการกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺและตามด้วยการนำเอาข้อความจากกุรอานในตอนต้นของซูเราะฮฺอัน - นิซาอฺมาอ่านและอธิบายเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจและให้ข้อแนะนำในการดำเนินชีิวิตแก่คู่บ่าวสาว

วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คิตาน

คิตาน : การขลิบหนังปลายอวัยวะเพศชายหรือที่คนไทยเรียกกันว่า "เข้าสุนัต"
ความจริงแล้ว การทำคิตานเป็นที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในแผ่นดินอารเบียก่อนหน้าสมัยท่านนบีมุฮัมมัดเสียด้วย ซ้ำ คำนี้ไม่มีกล่าวในคัมภีร์กุรอาน แต่มีบันทึกบอกเล่ากันมาว่าการทำคิตานนี้มีมาตั้งแต่สมัยของนบีอิบรอฮีม ซึ่งในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นท่านได้ทำคิตานเมื่ออายุได้ 80 ปี แต่บางรายงานก็บอกว่าท่านทำคิตานตั้งแต่อายุ 13 ปี
เ่มื่อมาถึงสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด ท่านได้กล่าวว่าการทำคิตานเป็นลักษณะหนึ่งของวิถีแห่งธรรมชาติอันบริสุทธิ์ เพราะการทำคิตานเป็นการช่วยรักษาอวัยวะเพศของผู้ชายให้สะอาดไม่เป็นที่สะสมหรือหมักหมมของสิ่งสกปรกจากปัสสาวะ สำหรับมุสลิมในปัจจุบัน พ่อแม่ของเด็กมักจะทำคิตามให้แก่ลูกชายตั้งแต่ก่อนที่ยะเข้าวัยรุ่น แต่พ่อแม่บางคนก็สั่งให้แพทย์ทำคิตานแก่ลูกของตัวเองตั้งแต่เป็นทารกก็มี
การทำคิตานไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมทางศาสนา แต่ชุมชนมุสลิมบางแห่งกลับให้ความสำคัญแก่การทำคิตานมากจนถึงขนาดถือว่าทำคิตานเป็นเกณฑ์ตัดสินความเป็นมุสลิมกันเลยที่เดียว และเมื่อบุตรหลานของตนถึงวัยหรือเวลาที่จะทำคิตาน พ่อแม่ของเด็กก็จะจัดงานพิธีอย่างใหญ่โต เด็กที่จะถูกทำคิตานจะได้รับการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยหรูเป็นพิเศษเพื่อให้ความสำคัญและจะถูกนำตัวแห่ไปรอบหมู่บ้านขบวนแห่จะมีการตีกลองร้องเพลงสนุกสนานโดยมีเพื่อน ๆ ของเด็กร่วมขบวนแห่เป็นกำลังใจด้วย บางครั้ง การจัดงานเช่นนี้มีขึ้นก็เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแสดงความยินดีที่ลูกหลานของตัวเองเรียนอ่านคัมภีร์กุรอานจบเล่ม (หรือที่เรียกว่า "ตัมมัตกุรอาน") ไปพร้อมกันด้วย
เนื่องจากงานเฉลิมฉลองดังกล่าวเป็นแค่เพียงประเพณีที่ไม่มีส่วนเกี่่ยวข้องอะไรกับศาสนา ดังนั้น ในปัจจุบัน งานเลี้ยงสนุกสนานดังกล่าวจึงค่อย ๆ หมดไป แต่ในสังคมชนบทที่ห่างไกลยังคงมีปฏิบัติให้เห็นกันอยู่บ้างทั้งในประเทศไทยและในประเทศมุสลิมอื่น ๆ

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กุเรซ หรือ กุร็อยชฺ

กุเรซ หรือ กุร็อยชฺ : ชาวอาหรับเผ่าหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลและเป็นผู้ปกครองเมืองมักก๊ะฮฺ สมัยท่านนบีมุฮัมมัด
ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าเดิมที่เผ่ากุเรซอาศัยอยู่กันอย่างกระจัดกระจายในแคว้นฮิญาซ จนกระทั่งมาถึงสมัยของกุซ้อย บินกิลาบ ผู้สามารถรวบรวมพวกกุเรชจากตระกูลต่าง ๆ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนสามารถเป็นเผ่าที่มีอำนาจในมักก๊ะฮฺได้ หลังจากนั้น กุซ็อย ก็ได้จัดเตรียมสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ให้แก่ชาวอาหรับที่เดินทางเข้ามาทำพิธีเคารพสักการะเทวรูปบูชาที่ก๊ะบะฮฺ ในนครมักก๊ะฮฺเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้พวกกุเรชได้รับการยกย่องและยอมรับจากผู้คนในอารเบียว่าเป็นผู้ดูแลก๊ะอฺบ๊ะฮฺ
หลังจากกุซ็อยเสียชีวิตลง อำนาจการดูแลเมืองมักก๊ะฮฺก็ตกอยู่ในการดูแลของอับดุลมะนาฟและอับดดุดารฺลูกชายของเขา แต่ผู้คนให้การยอมรับอับดุลมานาฟมากกว่า อับดุลมานาฟมีลูกชาย 4 คน ด้วยกัน คือ ฮาซิม, อับดุลซัมสฺ, อัลมุฏฏอลิบ และเนาฟัล ในพี่น้องทั้งสี่คนนี้ ฮาชิม พีอของอับดุลมุฏฏอลิบซึ่งเป็นปู่ของท่านนบีมุฮัมมัดได้เป็นู้เริ่มขยายเส้นทางการค้าไปยังส่วนต่าง ๆ รอบแผ่นดินอารเบียและี่น้องทั้งสี่ต่างช่ายกันจนประสบผลสำเร็จ ทำให้มักก๊ะฮฺมีความเจริญมั่งคั่ง กลายเป็นศูนย์กาลางทางการค้าและศูนย์กลางทางศาสนาของอารเบีย ด้วยเหตุนี้พี่น้องทั้งสี่คนของเผ่ากุเรชจึงเป็นพ่อค้าที่มั่นคั่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วไป
ขณะที่พวกกุเรชมีความมั่งค่งรุ่งเรืองอยู่นั้น อับรอฮะเจ้าเมืองยะมันได้ส่งกองทัพเข้ามาเพื่อจะยึดมักก๊ะฮฺและทำลายก๊ะอฺบ๊ะลง พวกกุเรชไม่อาจที่จะต่อต้านกองทัพของอับรอฮะซึ่งนำช้างร่วมทัพมาด้วย จึงได้พากันไปหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขารอบเมือง แต่อับรอฮะก็ไม่สามารถสามารถจะยึดมักก๊ะฮฺและทำลายก๊ะอฺบ๊ะฮฺลงได้เพราะอัลลอฮฺได้ส่งฝูงนกมาทำลายกองทัพของอับรอฮะเสียก่อน (เรื่องราวตรงนี้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอานซูเราะฮฺ 105) พวกกุเรชรู้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยกันทุกคนและยอมรับว่าอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรักษาก๊ะอฺบ๊ะฮฺฺไว้และเพราะก๊ะอฺบ๊ะฮฺนี้เองที่ทำให้พวกเขาได้รับความปลอดภัย แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดมาประกาศว่าอัลลอฮฺเท่านั้นที่เป็นพระเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงพระองค์เดียว พวกกุเรชบางคนซึ่งในจำนวนนี้ก็มีญาติผู้ใหญ่ของท่านบางคน เช่น อบูละฮับ,อบูซุฟยาน กลับปฏิเสธและนำคนในเผ่ากุเรชให้ต่อต้าน ในขณะที่ญาติผู้ใหญ่ของท่านบางคน เช่น อบูฏอลิบ และฮัมซะฮฺเป็นฝ่ายให้การสนับสนุน